การตรวจสายตาไม่ได้บอกเพียงแค่ค่าสายตาเท่านั้น แต่ที่ศรไทยการตรวจสายตายังสามารถบอกถึงความผิดปกติ และปัญหาสุขภาพตาของแต่ละบุคคลได้อีกด้วย

ทางศรไทยมีการออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพตาที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยนักทัศนมาตร หรือหมอตาพฤติกรรมศาสตร์และครอบครัว ที่มีความชำนาญในเรื่องของสุขภาพตาผ่านการรับรองมาตรฐานออสเตรเลีย (AHPRA) โดยมีขั้นตอน ดังนี้

การตรวจสายตา 7 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 การซักประวัติ

การซักประวัติเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมาก เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหา และความต้องการในการมองเห็น โดยข้อมูลที่ถามจะมี ดังนี้
1. อาการผิดปกติที่รบกวนการมองเห็นในปัจจุบัน เช่น อ่านหนังสือแล้วรู้สึกไม่สบายตา ขับรถยนต์สวนกับรถคันอื่นในเวลากลางคืนแล้ว ตามักทนแสงไฟหน้ารถไม่ค่อยได้
2. โรคประจำตัวที่เคยเป็นและกำลังเป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง อุบัติเหตุซึ่งเคยเกิดที่ตา ฯลฯ
3. ประวัติโรคตาของบุคคลในครอบครัว เช่น โรคต้อหิน หรือโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน
4. พฤติกรรมของการใช้สายตาในแต่ละวัน

ขั้นที่ 2 ตรวจการทำงานของตาเบื้องต้น

1. การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อตาในแต่ละข้าง โดยจะให้ผู้เข้ารับการตรวจกลอกตาไปมาในทิศทางต่าง ๆ เพื่อดูการทำงานของกล้ามเนื้อตาร่วมกับตรวจภาวะตาเข ตาเขซ่อนเร้น และตาเขเทียม
2. การตรวจวัดลานสายตาเบื้องต้น (Visual Field Test) เป็นการตรวจเพื่อดูว่าผู้เข้ารับการตรวจมีลานประสาทตา (หรือจอรับภาพ) เป็นปกติหรือไม่ หากมองเห็นภาพแคบลงก็ย่อมแสดงถึงอาการเริ่มต้นของโรคต้อหิน หรือโรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration)
3. การทดสอบตาบอดสี (Color Blindness Test) คือ การทดสอบความสามารถในการมองเห็นสี มักใช้ในการตรวจคัดกรองตาบอดสีในเด็ก และในผู้ที่ต้องประกอบอาชีพที่ต้องมีการมองเห็นสีที่ปกติ เช่น นักบิน ทหาร ผู้บังคับจราจรทางอากาศ พนักงานขับรถ

ขั้นที่ 3 ตรวจหาค่าสายตา (Refraction)

ตรวจหาความผิดปกติของสายตาด้วย Phoropter เครื่องมือดิจิตอลที่มีความละเอียดสูง เพื่อตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง และนำค่าสายตาที่ได้ไปประกอบเลนส์กับกรอบแว่น การตรวจพบ และรับการแก้ไขด้วยแว่นสายตาจะทำให้คุณภาพการมองเห็นดีขึ้น ถ้าเป็นเด็กนักเรียนก็จะทำให้มีประสิทธิภาพในการเรียนดีขึ้น หรือในผู้ที่มีสายตาไม่ปกติ แล้วมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ เมื่อแก้ไขค่าสายตาอาการดังกล่าวก็จะลดลงได้ หรือในผู้สูงอายุที่มักมีภาวะสายตาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะบั่นทอนการทำงานระยะใกล้ลงได้

ขั้นที่ 4 ตรวจการรวมภาพ

ในขั้นตอนนี้ยังใช้ Phoropter ในการตรวจ หลังจากได้ค่าสายตาที่ถูกต้องในทั้งสองตาแล้ว จะตรวจการทำงานของระบบกล้ามเนื้อตา เพื่อดูว่ามีการทำงานปกติหรือไม่

โดยปกติการมองเห็นแบบสองตาของคนเราจะมีการควบคุมการมองให้สองตามองไปที่จุดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะไกล หรือระยะใกล้ การมองตามวัตถุที่เคลื่อนที่แต่ตัวอยู่นิ่ง หรือการมองวัตถุอยู่นิ่งแต่ตัวเคลื่อนที่ ในแต่ละเหตุการณ์ การควบคุมกล้ามเนื้อตาต้องทำให้สอดคล้อง เพื่อทำให้สองตามองภาพที่จุดเดียวกัน และหากเกิดความผิดปกติ จะมีอาการ เช่น ทำให้การมองเห็นในบางมุมมองมีภาพซ้อน ปวดศรีษะเวลาอ่านหนังสือระยะใกล้นานๆ อาจจะมีปัญหาเรื่องมองไกลไม่ชัดทั้งที่ได้รับการแก้ไขด้วยค่าสายตาที่ถูกต้องแล้ว คนที่ทำงานระยะใกล้แล้วปวดศีรษะเป็นประจำ ทำให้คิดว่าเป็นการปวดไมเกรน ซึ่งหากได้รับการตรวจจากนักทัศนมาตร จะสามารถแยกได้ว่าเกิดจากปัญหากล้ามเนื้อตา หรือจากสาเหตุอื่นๆ ซึ่งการตรวจในขั้นตอนนี้ไม่ใช่การตรวจในทุกคน แต่จะตรวจในกรณีที่สงสัยว่ามีปัญหาจากการซักประวัติ และการตรวจการทำงานของตาเบื้องต้น

ขั้นที่ 5 ตรวจสุขภาพตา

การตรวจตาด้วย Slit lamp และ Fundus camera ซึ่งเป็นกล้องกำลังขยายสูง และมีแสงสะท้อนช่วยส่องสว่าง จึงทำให้สามารถมองลึกเข้าไปได้จากรูม่านตาจนเห็นรายละเอียดของจอประสาทตา ขั้วประสาทตา ฯลฯ โดย Slit lamp สามารถตรวจเห็นความผิดปกติจากการติดเชื้อ การอักเสบ โรคต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อลม การอุดตันของต่อมไขมันที่เปลือกตา ฯลฯ

ส่วน Fundus camera สามารถดูความผิดปกติของโรคตาได้ เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคจอประสาทตาถูกทำลายจากโรคเบาหวานขึ้นตา การตรวจพบโรคตาตั้งแต่ในระยะแรก ย่อมง่ายต่อการรักษา รวมทั้งโรคบางโรค เช่น โรคต้อหิน ถ้าตรวจพบตั้งแต่แรกที่มีการสูญเสียการมองเห็นเพียงเล็กน้อย การรักษาได้อย่างทันท่วงทีแม้จะไม่ช่วยให้ตาที่เสียไปแล้วกลับคืนมา แต่จะช่วยป้องกันไม่ให้เสียมากขึ้นได้ หรือในโรคต้อกระจกหรือโรคจอประสาทตาเสื่อมก็เช่นเดียวกัน ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวเพื่อชะลอความรุนแรงและผลข้างเคียงของโรคลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โอกาสสูญเสียการมองเห็นลดน้อยลง

ขั้นที่ 6 สรุปผลและแนะนำการรักษา

เมื่อตรวจตาเสร็จ ผู้ตรวจจะแจ้งผลให้ผู้เข้ารับการตรวจทราบ โดยจะชี้แจงผลการตรวจทั่วไปว่าปกติหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะข้อมูลผิดปกติต่าง ๆ ที่ตรวจพบ เช่น โรคตาทั่วไป ปัญหาสายตาที่กระทบต่อการมองเห็น (เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาผู้สูงอายุ การเห็นภาพซ้อน) พร้อมกับให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้น เพื่อดูแลปกป้องสายตา และนัดหมายการตรวจครั้งต่อไป หรือการส่งต่อจักษุแพทย์

ขั้นที่ 7 การวัดฟิตติ้งเลนส์

เนื่องจากแต่ละคนมีรูปหน้าที่แตกต่างกัน การเลือกกรอบแว่นตาให้เข้ากับรูปหน้าจึงต่างกันออกไป และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่มีความหลากหลาย ดังนั้นความแตกต่างของโครงหน้า ส่งผลทำให้แว่นตาขณะสวมใส่มีมุมการวางบนใบหน้าที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย ความโค้งหน้าแว่น (faceform angle) มุมเทหน้าแว่นขณะสวมใส่ (pantoscopic tilt) ระยะห่างระหว่างผิวเลนส์ของแว่นถึงกระจกตา(cornea vertex distance) ตัวแปรเหล่านี้เรียกว่าค่าพารามิเตอร์ การวัดค่าพารามิเตอร์มีความสำคัญมาก เพราะเลนส์แต่ละรุ่น แต่ละบริษัทมีค่าพารามิเตอร์ (กลาง) ที่แตกต่างกัน

เช่น บริษัทเลนส์ของทวีปเอเชียมีค่า (กลาง) ของความโค้งหน้าแว่นอยู่ที่ 5 องศา มุมเทหน้าแว่นขณะสวมใส่อยู่ที่ 7 องศา ระยะห่างระหว่างผิวเลนส์ของแว่นถึงกระจกตาอยู่ที่ 12 มิลลิเมตร
และบริษัทเลนส์ในทวีปยุโรปมีค่า (กลาง) ของความโค้งหน้าแว่นอยู่ที่ 5.5 องศา มุมเทหน้าแว่นขณะสวมใส่อยู่ที่ 7.5 องศา ระยะห่างระหว่างผิวเลนส์ของแว่นถึงกระจกตาอยู่ที่ 12 มิลลิเมตร
จึงจำเป็นต้องหาค่าพารามิเตอร์เพื่อใช้ในการพิจารณาว่าเลนส์รุ่นไหนเหมาะสม โดยทางศรไทยวัดด้วยเครื่องมือพิเศษ